Get Adobe Flash player
JoomlaWatch Stats 1.2.9 by Matej Koval

เข้าระบบ



เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

สำนักพุทธ

มหาเถร

ออนไลน์

เรามี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ประวัติวัด

ประวัติสภาพฐานะ  และที่ตั้งวัด

    วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ต.หนองน้ำแดง    อ.ปากช่อง  จ.นครราชสีมา

วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  เป็น  พระอารามหลวง  ชั้น ตรี ชนิด วรวิหาร  พระอารามหลวงในพระนามาภิไธย  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร  ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ  สายสระบุรี-ปากช่อง  บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 161  ก่อนถึงอำเภอปากช่อง  ประมาณ 8 กิโลเมตร ตั้งอยู่เลขที่     หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองน้ำแดง  อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา    สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  จำนวน  131 ไร่  3 งาน  79 ตารางวา 

1.  โฉนดที่ดินเลขที่390  เล่มที่ 4  หน้า 90  ตำบลปากช่อง  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้โอนมาเป็นชื่อวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  เมื่อวันที่ 22  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2544  จำนวน  27 ไร่  งาน  56  ตารางวา

2.  โฉนดที่ดินเลขที่1890  เล่มที่ 19  หน้า 90  ตำบลปากช่อง  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  โอนเป็นชื่อวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร เมื่อวันที่ 22  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2544  จำนวน 16 ไร่  2 งาน  67 ตารางวา

          3. หนังสือรับรองทำประโยชน์  ..3   เลขที่ 1380  เล่มที่ 14 . หน้า 30 ตำบลขนงพระอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โฉนดเป็นชื่อวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร เมื่อวันที่ 25 เดือนมีนาคม  พ.ศ.2529  จำนวน  85 ไร่  1  งาน   60 ตารางวา

4.  หนังสือรับรองทำประโยชน์  ..3   เลขที่ 238  หมู่ 3  เล่มที่ 5  หน้า 111  สารบบ เล่ม หมู่ 3  หน้า  392/238  ตำบลปากช่อง  อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา  โอนเป็นชื่อวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  เมื่อวันที่ 13  เดือนธันวาคม  พ.ศ.2543   จำนวน  3 งาน  44  ตารางวา

5.  หนังสือรับรองทำประโยชน์ ..3  เลขที่ 393  หมู่ 3  หน้า 459  ตำบลปากช่อง  อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา  ขณะนี้ทางวัดกำลังดำเนินการทางนิติกรรม  จำนวน 1 ไร่  3 งาน  50 ตารางวา

ตั้งวัดเมื่อวันที่ 16  เดือนพฤษภาคม  ..2506  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 12  เดือนมีนาคม  ..2508  เขตวิสุงคามสีมา  กว้าง 40 เมตร  ยาว 80 เมตร  ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง  เมื่อวันที่ 26  เดือนธันวาคม พ..2515  อาณาเขต

ทิศเหนือ         จด      สวนทิพย์

ทิศใต้            จด      โรงเรียนมัธยมวชิราลงกรณวราราม (พญาเย็นวิทยา)

ทิศตะวันออก   จด      โรงเรียนวัดวชิราลงกรณวราราม

ทิศตะวันตก     จด      ไร่พรพิรุณ

ประวัติความเป็นมา

---------------

วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ตั้งเมื่อ วันที่ 16  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2506  ด้วยนางทิพย์  นิยมเหตุ มีความประสงค์จะสร้างวัดเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร  และเพื่อให้เป็นสถานศึกษาทั้งทางโลก  และทางธรรมควบคู่กันไป  จึงได้หารือกับ  พระเดชพระคุณพระธรรมปาโมกข์ (ทิม อุฑาฒิโม) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม  ในเดือนธันวาคม  พ.ศ.2504  และได้เข้าไปที่วัดสุทธจินดา  จังหวัดนครราชสีมา  เพื่อปรึกษากับพระเดชพระคุณพระราชสุทธาจารย์ (โชติ  คุณสมฺปนฺโน)  เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต)  ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนจนแล้วเสร็จ พร้อมนี้นางทิพย์  นิยมเหตุ  ได้ขอร้องท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ (ทิม  อุฑาฒิโม)  นำความกราบทูลขอพระมหากรุณาธิคุณ  จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9  ว่าเธอมีความประสงค์ที่จะสร้างวัดถวาย แด่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร    และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้ชื่อว่า วัดวชิราลงกรณ  เป็นวัดในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร 

พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ (ทิม  อุฑาฒิโม) ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลเชิญเสด็จวางศิลาฤกษ์วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ซึ่งทรงพระกรุณาเสด็จวางศิลาฤกษ์วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร  ขณะนั้นมีพระชันษาเยาว์วัยมาก  เสด็จวางศิลาฤกษ์วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ซึ่งตรงกับวันที่ 16  เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2506  เวลา15.00 .  อันเป็นการเริ่มต้นของการก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร

          ประมาณต้นปี พ.ศ.2508  คุณท้าวอินทร์สุริยา  พระอภิบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ   ภูมิพลอดุลเดช ได้ปรารภถึงการก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหารที่ยังคั่งค้างอยู่กับนางทิพย์ นิยมเหตุ และต่อจากนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ  เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  จำนวน  5 ท่าน  คือ

                    1.  ฯพณฯ พจน์  สารสิน         เป็นประธาน  

                   2.  นายพ่วง  สุวรรณรัตน์        เป็นกรรมการ

                   3.  นายปกรณ์  อังศุสิงห์         เป็นกรรมการ

                   4.  นายพูลเพิ่ม  ไกรฤกษ์        เป็นกรรมการ

                   5.  นายจรุง  ตุลยานนท์         เป็นเลขานุการ 

 

          จนการก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  เสร็จสมบูรณ์ตามกฎของการสร้างวัด  และได้จัดพิธีผูกพัทธสีมา  ตามหนังสือกราบบังคมทูล  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร  เป็นผู้เสด็จแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลเดช  ในวโรกาสทรงประกอบพระราชพิธีตัดลูกนิมิตผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา  เมื่อวันอังคาร ที่ 28  เดือนเมษายน  พ.ศ.2524  เวลา 15.49 – 16.19 . ตามคำกราบบังคมทูล

คำกราบบังคมทูล

----------------

ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองพระบาท

          ข้าพระพุทธเจ้า นายพจน์  สารสิน  ในนามของคณะกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ทั้งฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายคฤหัสถ์ รวมทั้งบรรดาทายกทายิกา  และผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย  ผู้ได้ร่วมบริจาคที่ดิน  ทรัพย์สิน วัสดุ  แรงงาน  และสิ่งของต่างๆ  ในการก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ขอพระราชทานราชานุญาต  กราบบังคมทูลถวายรายงานประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับกิจกรรมของคณะกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร นี้  ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2506 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน  พุทธศักราช 2524  เป็นเวลา18  ปีเต็ม  สรุปข้อความโดยย่อได้ดังต่อไปนี้.-

 

1.  การพระราชทานนามวัด  และการวางศิลาฤกษ์

          เดิมเมื่อวันที่ 10  เดือนมกราคม  พ.ศ.2504  นางทิพย์  นิยมเหตุ ได้มอบที่ดินจำนวน  112  ไร่เศษ  ให้แก่กรมการศาสนา  โดยมีวัตถุประสงค์จะสร้างวัดทางพุทธศาสนา  และโรงเรียนขึ้น หลังจากนั้นได้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดในนามของฝ่าละอองพระบาท  ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานนามวัดว่า วัดวชิราลงกรณวรารามเป็นวัดราษฎร์ธรรมดาสามัญ  จัดสร้างขึ้นโดยศรัทธาประชาชน 

          ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2506  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  ขณะมีพระชนม์ 9 ชันษา ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์  อันเป็นการเริ่มต้นของการก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวราราม

 

2.  ประวัติการดำเนินงานก่อสร้าง

          ประมาณต้นปี พุทธศักราช  2508 คุณท้าวอินทร์สุริยา พระอภิบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลเดช ได้ปรารภถึงการก่อสร้างที่ยังคั่งค้างอยู่กับนางทิพย์  นิยมเหตุ และทายกทายิกาทั้งหลาย  โดยการนำของนายปกรณ์  อังศุสิงห์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาการแห่งชาติ  ขณะนั้น  ได้มาขอให้กระทรวงการพัฒนาการแห่งชาติ ช่วยเป็นกำลังในการบริหารงานก่อสร้างและพัฒนาวัดวชิราลงกรณวราราม นี้

          ข้าพระพุทธเจ้า  ในฐานะรัฐมนตรีว่าการฯ  จึงได้ร่วมประชุมปรึกษากับหม่อมหลวงชูชาติ  คำภู รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ และข้าราชการผู้ใหญ่หลายฝ่าย  ทั้งในกระทรวงและต่างกระทรวง ผลการประชุมมีความเห็นพ้องต้องกันว่า  เพื่อเสริมสร้างพระบารมีให้แก่ฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร  ควรดำเนินงานดังนี้

จัดวางแผนผังอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ตลอดจนออกแบบและคำนวณราคาก่อสร้างขึ้นไว้

1.     จัดหาเงินเพิ่มเติมจากเงินที่มีอยู่แล้ว

2.     ดำเนินงานก่อสร้างเป็นขั้นๆ  ตามกำลังเงิน

หลังจากนั้นได้จัดให้มี  คณะกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวราราม  ขึ้นเป็น

การภายใน กรรมการฝ่ายสงฆ์  มีดังนี้

          1.  เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์  ธมฺมธโร)  เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ  ขณะนั้น

          2.  พระเดชพระคุณพระธรรมปัญญาจารย์ (ทิม  อุฑาฒิโม)  เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม  ขณะนั้น

          3.  พระเดชพระคุณพระเทพสุทธาจารย์ (โชติ  คุณสมฺปนฺโน)  เจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวราราม  ขณะนั้น 

          กรรมการฝ่ายคฤหัสถ์  มีข้าพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  พร้อมกับกรรมการอีกหลายท่าน  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน  ดังที่ส่วนใหญ่ได้มาเฝ้าทูลละอองพระบาทอยู่ ณ ที่นี้แล้ว  ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ  การก่อสร้างได้ดำเนินไปด้วยดี  และด้วยสามัคคีธรรมตามลำดับ

 

3.  พระราชกรณียกิจ  ของใต้ฝ่าละอองพระบาทที่เกี่ยวกับวัดนี้ 

นอกจากที่ได้กราบบังคมทูลข้างต้นแล้ว  ยังทรงมีพระกรุณาธิคุณต่างๆ อีกดังต่อไปนี้

          เมื่อวันเสาร์ ที่ 9 เดือนกันยายน  พ.ศ.2510  ขณะที่ทรงนิวัติประเทศไทยระหว่างหยุดเทอมการศึกษาจากประเทศอังกฤษ  ขณะมีพระชนม์ 15 ชันษา  ได้เสด็จแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช  อีกวาระหนึ่ง  ทรงทำพิธีเปิดซุ้มประตูเข้าวัดวชิราลงกรณวราราม  ทางถนนมิตรภาพ

          เมื่อวันพฤหัสบดี ที่  9 เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2521  ใต้ฝ่าละอองพระบาท  ได้เสด็จแทนพระองค์ฯ  ณ โรงหล่อกรมศิลปากร  ทรงประกอบพระราชพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากร  องค์พระประธานประจำพระอุโบสถวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ซึ่งทางราชการได้ยกฐานะจากวัดราษฎร์  ขึ้นเป็น พระอารามหลวง  ชั้น ตรี  ชนิด วรวิหาร พระพุทธรูปองค์นี้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานแบบพระพุทธลักษณะและขนาด   อีกทั้งพระราชทานนามโดยย่อว่า  พระพุทธมหาวชิราลงกรณ  (นายไพฑูรย์  เมืองสมบูรณ์ นายช่างศิลป์กรมศิลปากร ประจำพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นผู้ปั้นแบบ และกองหัตถศิลป์กรมศิลปากร เป็นผู้เททองหล่อและตัดแต่ง)

          ในวันนี้  ณ ที่นี้ ใต้ฝ่าละอองพระบาท ได้เสด็จแทนพระองค์ฯ  อีกวาระหนึ่งเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีตัดลูกนิมิต  ผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ  ตรงตามพระฤกษ์ที่เจ้าคุณพระธรรมปัญญาจารย์  (ทิม  อุฑาฒิโม)  กรรมการฝ่ายสงฆ์  ได้ถวายพระฤกษ์ไป  วันที่ 28  เดือนเมษายน  พ.ศ.2524 นี้  เป็นวันมหามงคลยิ่ง  คือ วันเดียวเดือนเดียวกับปี  พุทธศักราช 2493  คือ เมื่อ 30 ปีมาแล้ว  เป็นวันที่พระบรมราชชนก  และพระบรมราชชนนี  แห่งใต้ฝ่าละอองพระบาทได้ทรงราชาภิเษกสมรส

          วันที่ 28  เดือนกรกฎาคม  พ.ศ.2495  คือ เมื่อ 29 ปีมาแล้ว  เป็นวันที่ใต้ฝ่าละอองพระบาทได้ทรงมีพระประสูติกาล เป็นวันพระราชสมภพ  และวันที่ 28  เดือนธันวาคม  พ.ศ.2515  คือ เมื่อ 9 ปีมาแล้ว  เป็นวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนามาภิไธย  ใต้ฝ่าละอองพระบาท  เป็น  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร  ทรงถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  และวันที่ 28  เดือนเมษายน  พ.ศ.2524  คือ วันนี้  ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีตัดลูกนิมิตผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร นี้  เพื่อให้มีขอบเขตถูกต้องตามพระธรรมวินัย ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพุทธบัญญัติไว้  วันที่ 28  เดือนเมษายน  พ.ศ.2524 นี้  จึงเป็นวันที่มีมงคลซ้อนมงคล  เป็นมหามงคลอันหาได้ยากยิ่งในชีวิตของบุคคลหนึ่งบุคคลใด 

กรรมการฝ่ายสงฆ์ขอให้ข้าพระพุทธเจ้ากราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองพระบาท ว่า  ตามคติวิสัยทางพระพุทธศาสนาชี้แนะว่า  ใต้ฝ่าละอองพระบาท  จะทรงพระเจริญราชสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล  พระชนมายุสุขทุกประการ  ในการที่ทรงเพิ่มพูนพระบารมี  สร้างวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร นี้  จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ด้วยดี  จะทรงมีพระเดชานุภาพเกรียงไกรแผ่ไพศาล  เป็นที่พึ่งแด่ไพร่ฟ้าประชาชน  ให้ร่มเย็นเป็นสุข  เข้าในพิธีทศพิธราชธรรม  ตามที่พระบรมราชจักรีวงศ์ได้ถือและทรงปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมาทุกพระองค์

          ขณะนี้ได้เวลาอันเป็นอุดมมงคลฤกษ์แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานอัญเชิญใต้ฝ่าละอองพระบาท  ทรงประกอบพระราชพิธีตัดลูกนิมิตพระอุโบสถ  ณ บัดนี้ สำหรับการผูกพัทธสีมา  คณะสงฆ์จะได้ดำเนินการตามพิธีสงฆ์ต่อไป 

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม


ต่อมายังมีพระราชกรณียกิจอีกหลายประการ  เช่น พระมณฑป  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าพระบาท ได้ทรงเสด็จมาวางศิลาฤกษ์  เมื่อวันเสาร์ ที่17 เดือนธันวาคม  พ.ศ.2520  จากนั้นได้ดำเนินการก่อสร้างตลอดมา แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม  พ.ศ.2531 พร้อมทั้งปูชนียวัตถุโดยรอบ 

กล่าวคือ ด้านตะวันออกตอนล่างของพระมณฑป ได้สร้างพระประทานพร 1 องค์  เป็นพระที่สลักด้วยหินซึ่งฐานพระติดเป็นเนื้อเดียวกับภูเขาวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ลานและระเบียงโดยรอบพระมณฑปพร้อมทั้งบันไดคอนกรีตขึ้นสู่พระมณฑปได้  2  ทาง  ด้านทิศเหนือสูง 181 ขั้น ด้านทิศใต้เอาชั้นความสูงของพระมณฑปจากลานถึงยอดฉัตร  29 เมตร  79  เซนติเมตร  บุด้วยหินอ่อนจากจังหวัดสระบุรี  ทั้งภายนอกและภายใน  ภายในพระมณฑปกว้าง  560 เซนติเมตร  ยาว  560  เซนติเมตร  สูง........เซนติเมตร  ครอบรอยพระพุทธบาท  ซึ่งอยู่ศูนย์กลางในพระมณฑป  พระพุทธบาทนี้ได้จำลองมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  มีความกว้าง 109 เซนติเมตร  ยาว 239 เซนติเมตร สร้างสกัดด้วยหินส่วนยอดภูเขาวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  สิ้นเงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น  เป็นเงิน 6,301,840.- บาท (หกล้านสามแสนหนึ่งพันแปดร้อยสี่สิบบาทถ้วน)  เป็นเงินจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบ  432,000.- บาท (สี่แสนสามหมื่นสองพันบาทถ้วน) เป็นเงินส่วนตัวของนางทิพย์ นิยมเหตุ  จำนวน  5,869,840.- บาท (ห้าล้านแปดแสนหกหมื่นเก้าพันแปดร้อยสี่สิบบาทถ้วน)  พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ  พระมณฑปจึงเสร็จสมบูรณ์  จึงนับว่าพระมณฑปนี้  เป็นปูชนียสถานที่มีคุณค่าชิ้นหนึ่งของวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ทางวัดจึงจัดให้มีพิธีสวดฉัตร  และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขึ้น  ณ ส่วนพระมณฑปในพิธี  ทางคณะกรรมการวัดจึงได้มอบให้นางทิพย์  นิยมเหตุ  เป็นผู้นำความกราบบังคมทูลฝ่าพระบาทอัญเชิญเสด็จ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าพระบาท  ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธีสวมฉัตรในวโรกาสนี้

          ส่วนฉัตรนี้ได้สร้างขึ้นด้วยทองเหลืองชุบกระไหล่ทองมีความกว้าง39 เซนติเมตร สูง 79 เซนติเมตร น้ำหนัก 6 กิโลกรัมเศษ  เป็นฉัตร 3 ชั้น  ผู้สร้างให้ความหมายเป็นสัญลักษณ์แทน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุได้อัญเชิญมาจากกรุทุ่งลอ  อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา  โดยพระครูสิริภัทรกิจ เจ้าอาวาสวัดหน้าพระลาน  จังหวัดสระบุรี  เพื่อนำมาประดิษฐาน ณ หอระฆัง  สำหรับชาวพุทธมาสักการะบูชาเพื่อให้เกิดความสุขทางใจ และเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มาสักการะโดยทั่วหน้ากัน

          การก่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม(...) วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้ริเริ่มก่อสร้างโดย  พระเทพสุทธาจารย์ (โชติ  คุณสมฺปนฺโน)  อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 1  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2530  โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรชัยก่อสร้าง  เป็นผู้รับเหมา  แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 26  เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.2530  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กฉาบปูนเรียบ  พื้นบันไดหินขัด  มีบันไดขึ้น 3 ทาง  หลังคามุงกระเบื้องดินเผา  หลังคาทรงไทยประยุกต์  กลางอาคารและด้านข้าง 2 ด้านมีมุขยาว60 เมตร  กว้าง 14 เมตร  สูง 13 เมตร  เป็นอาคาร 2 ชั้น  ชั้นบนแบ่งเป็นห้องเรียน 7ห้องเรียน  ห้องเรียนละ 35ที่นั่ง ชั้นล่างจัดเป็นห้องสมุด  ห้องประชุม และที่พักอาจารย์  สร้างอยู่ในบริเวณวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  บนเนื้อที่ 2 ไร่  สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 3,664,300.-บาท (สามล้านหกแสนหกหมื่นสี่พันสามร้อยบาทถ้วน)โดยทุนของวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร และได้รับพระราชทานเงินสมทบจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลยเดช  อีกเป็นจำนวนเงิน 750,000.- บาท  (เจ็ดแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)

          และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จพระราชดำเนินทรงสวมฉัตรพระมณฑป  ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  และทรงเปิดป้ายโรงเรียนพระปริยัติธรรม (...) ณ วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ตำบลหนองน้ำแดง  อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา  เมื่อวันอังคาร ที่ 20  เดือนธันวาคม พ.ศ.2531  เวลา09.30 .

          เพื่อให้การบริหารงานของคณะกรรมการวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  ถูกต้อง เหมาะสมและสมพระเกียรติในการนี้  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  ได้มีพระราชบัณฑูรทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง  พลอากาศเอกรังสันต์  ดิษฐบรรจง รองสมุหราชองครักษ์  ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและกำกับดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  ตั้งแต่วันที่ 30  เดือนตุลาคม  พ.ศ.2538  เป็นต้นมา

 

ประวัติวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร

 

          วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  พระอารามหลวง  ในพระนามาภิไธย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร  ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ  สายสระบุรี-ปากช่อง  บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 161  ก่อนถึงอำเภอปากช่อง  ประมาณ 8 กิโลเมตร  อยู่ในเขตตำบลหนองน้ำแดง  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

          วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  สร้างขึ้นมาด้วยกุศลจิตของนางทิพย์  นิยมเหตุ ที่บังเกิดกุศลเจตนาปรารถนาที่จะสร้างวัดถวายแด่  พระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ   จึงเข้าหารือกับท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ (ทิม อุฑาฒิโม)  เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม  ซึ่งท่านก็เห็นชอบด้วย  นางทิพย์ นิยมเหตุ  ตระเวนหาที่ดิน  และได้ซื้อที่บริเวณดังกล่าว จำนวน 112 ไร่เศษ  มอบให้กรมการศาสนา  เมื่อวันที่ 10  เดือนมกราคม  พ.ศ.2504  โดยมีวัตถุประสงค์จะสร้างวัดและโรงเรียน  ท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ (ทิม อุฑาฒิโม) พร้อมด้วยนางทิพย์ นิยมเหตุ   เดินทางไปที่วัดสุทธจินดา  อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อปรึกษาหารือกับพระราชสุทธาจารย์ (โชติ  คุณสมฺปนฺโน)  เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา  ซึ่งพระราชสุทธาจารย์ก็สนับสนุน

          วันที่ 16  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2506  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลยเดช  พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ  (ขณะพระชนม์ 9 ชันษา)  ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร

          วันที่ 18  เดือนกรกฎาคม  พ.ศ.2506  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  กรมหลวงวชิรญาณวงศ์   เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้แต่งตั้งให้ พระราชสุทธาจารย์ (โชติ  คุณสมฺปนฺโน) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

          ประมาณต้นปี  ..2508  คุณท้าวอินทร์สุริยา พระอภิบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ    ภูมิพลอดุลยเดช  ได้ปรารภถึงการก่อสร้างที่ยังค้างอยู่กับนางทิพย์   นิยมเหตุ และทายกทายิกาทั้งหลาย โดยการนำของนายปกรณ์  อังศุสิงห์  ปลัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติในขณะนั้น  ได้ขอให้กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ  ช่วยเป็นกำลังในการบริหารงานก่อสร้างและพัฒนาวัด หลังจากนั้นได้มีคณะดำเนินการก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวรารามขึ้นเป็นการภายใน โดยมีกรรมการฝ่ายสงฆ์ได้แก่

1.      เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ 

2.      พระเดชพระคุณพระธรรมปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม 

3.      พระเดชพระคุณพระเทพสุทธาจารย์  เจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร

และกรรมการฝ่ายฆราวาส  มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ นายพจน์  สารสิน  เป็นประธาน

          วันที่ 12  เดือนมีนาคม  พ.ศ.2508  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

วันเสาร์ ที่ 9  เดือนกันยายน  พ.ศ.2510  พระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (ขณะพระชนม์15 ชันษา)  ขณะที่ทรงนิวัติประเทศไทยระหว่างหยุดภาคการศึกษาจากประเทศอังกฤษ  เสด็จแทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลยเดช  ทรงกระทำพิธีเปิดซุ้มประตูเข้าวัดทางถนนมิตรภาพ

          ปี พ.ศ.2510  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลยเดช  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงถวายผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  และพระองค์ก็ได้มีพระราชดำรัสกับพระเดชพระคุณพระเทพสุทธาจารย์  เจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ว่า

          เมื่อวัดเจริญก็ควรให้โรงเรียนเจริญด้วย  ขออาราธนาพระคุณเจ้า  ช่วยหาพระที่มีความรู้ความสามารถ  มาช่วยอบรมศีลธรรมขั้นพื้นฐานของพระพุทธศาสนา  และประเพณีอันดีงามของไทยแก่ประชาชนและเยาวชนของชาติ เพื่อเสริมพลังสามัคคีธรรม  ในการพัฒนาประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต 

          วันที่ 26  เดือนธันวาคม  พ.ศ.2515  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต  ให้ยกวัดวชิราลงกรณวราราม  เป็น  พระอารามหลวง  ชั้น ตรี  ชนิด วรวิหาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร  วันที่ 28  เดือนธันวาคม  พ.ศ.2515

          เมื่อวันที่ 7  เดือนมกราคม  พ.ศ.2521  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลยเดช  ได้พระราชทานนามพระพุทธปฏิมากร ขนาดหน้าตัก 1.50 เมตร  ปางมารวิชัย องค์พระประธานสำหรับพระอุโบสถวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ว่า  พระพุทธมหาวชิราลงกรณบวรพัฒนาสามัคคียประสาธน์  สัปตปดลยุพราชเทพรักษานามาภิไธย  ทศบารมีธรรมวิสัยสถิตพิชิตมาร  วชิรอลังการ  สยามนวภูบาลนฤมิต  สันติศิริพิศิษฐโรจนประสงค์  โลกวิทูธำรงปาริสุทธิ์  วิมุตตปัญญาปรมาภิธาน  วรฤทธิอนันตกาลมารวิชัย  บรมไตรโลกนาถ  รัชทายาทธรรมรังสรรค์มหันตเดชามหารังสฤษฎ์ ซึ่งเป็นพระประธานที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานแบบพระพุทธลักษณะและขนาด เป็นที่ตั้งแห่งวัตถุประสงค์  เพื่อความสงบสันติความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง

          เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 9 เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2521  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฏราชกุมาร  เสด็จแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลยเดช  ณ โรงหล่อกรมศิลปากร  ทรงประกอบพระราชพิธีหล่อพระพุทธปฏิมากร  องค์พระประธาน  โดยมี นายไพฑูรย์  เมืองสมบูรณ์  นายช่างศิลป์กรมศิลปากร  ประจำพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  เป็นผู้ปั้น และกองหัตถศิลป์กรมศิลปากร เป็นผู้เททองหล่อและขัดแต่ง

          สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จแทนพระองค์  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสทรงประกอบพระราชพิธีตัดลูกนิมิตผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ  เพื่อให้มีขอบเขตถูกต้องตามพระธรรมวินัย  เมื่อวันอังคาร  ที่  28  เดือนเมษายน  พ.ศ.2524  เวลา  15.49 - 16.19  . ตามฤกษ์ที่เจ้าคุณพระธรรมปัญญาจารย์   กรรมการฝ่ายสงฆ์ถวาย

(วันที่ 28  เป็นวันมหามงคลยิ่ง คือ วันที่ 28 เดือนเมษายน  พ.ศ.2493  เป็นวันราชาภิเษกสมรส ของพระบรมราชชนกและพระราชชนนี  วันที่ 28 เดือนกรกฎาคม  พ.ศ.2495  เป็นวันประสูติ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  และวันที่ 28  เดือนธันวาคม  พ.ศ.2515  เป็นวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร)

          สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  ได้มีพระราชบัณฑูรทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้  พลอากาศเอกรังสันต์  ดิษฐบรรจง  รองสมุหราชองครักษ์  ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ 30  เดือนตุลาคม พ.ศ.2538  เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและกำกับดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร  ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  เป็นต้นมา

         

ทรัพย์สิน

 

            พระอุโบสถ       กว้าง  18  เมตร  ยาว  31  เมตร   สร้างเมื่อวันที่ 16  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2506  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

           ศาลาการเปรียญ   กว้าง  20  เมตร  ยาว  35  เมตร  สร้างเมื่อ พ..2540  เป็นอาคาร   คอนกรีตเสริมเหล็ก

            กุฏิสงฆ์   มีจำนวนทั้งสิ้น  15  หลัง  สร้างด้วยไม้  จำนวน  5  หลัง  สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  จำนวน  2หลัง  ครึ่งตึกครึ่งไม้  จำนวน  8 หลัง

            กุฏิเจ้าอาวาส  จำนวน  1  หลัง  กว้าง.........เมตร  ยาว........เมตร  สร้างเมื่อ พ..2540 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

            ศาลาอเนกประสงค์ (ศาลาแก้ว)  กว้าง 18  เมตร  ยาว  25  เมตร  สร้างเมื่อ พ..2514

เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์

            ศาลาบำเพ็ญกุศล   จำนวน  2  หลัง  กว้าง.........เมตร  ยาว........เมตร  สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

           ฌาปนสถาน   กว้าง  6  เมตร ยาว  18  เมตร   สร้างเมื่อ พ..2511  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

            หอระฆัง  จำนวน  1  หลัง  กว้าง  3 เมตร  ยาว  3  เมตร   สร้างเมื่อ พ..2511  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก  3 ชั้น  ชั้นที่  2 เป็นหอกลอง ชั้นที่  3  เป็นหอระฆัง

            โรงครัว   จำนวน  1  หลัง  กว้าง  7 เมตร   ยาว 16.50  เมตร   สร้างเมื่อ ..2546

เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

            โรงเรียนพระปริยัติธรรม    จำนวน  1  หลัง   กว้าง.........เมตร  ยาว........เมตร  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

          สำนักงานสงฆ์ จำนวน  1  หลัง  กว้าง  5  เมตร  ยาว  10  เมตร  สร้างเมื่อ ..2548 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

 

ปูชนียวัตถุ

 

          1. พระอุโบสถ  ประดิษฐานองค์พระพุทธปฏิมากร  ขนาดหน้าตัก 1.50 เมตร ปางมารวิชัยองค์พระประธานสำหรับพระอุโบสถวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร พระนามว่า  พระพุทธมหาวชิราลงกรณบวรพัฒนาสามัคคียประสาธน์ สัปตปดลยุพราชเทพรักษานามาภิไธย  ทศบารมีธรรมวิสัยสถิตพิชิตมาร  วชิร-อลังการสยามนวภูบาลนฤมิต  สันติศิริพิศิษฐโรจนประสงค์  โลกวิทูธำรงปาริสุทธิ์ วิมุตตปัญญาปรมาภิธาน วรฤทธิอนันตกาลมารวิชัย บรมไตรโลกนาถ รัชทายาทธรรมรังสรรค์  มหันตเดชามหารังสฤษฎ์ 

          2.  พระมณฑป  บุด้วยหินอ่อน  ทั้งภายนอกและภายใน  ภายในพระมณฑป  ขนาดกว้าง 1,560  เซนติเมตร  ยาว 560 เซนติเมตร  ครอบรอยพระพุทธบาทจำลอง  อยู่กึ่งกลางภายในพระมณฑป  รอยพระพุทธบาทจำลอง  กว้าง 109 เซนติเมตร  ยาว 239 เซนติเมตร  ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ หอระฆังพระมณฑป

3.  พระประทานพร  ด้านทิศตะวันออกตอนล่างของพระมณฑป  เป็นพระที่สลักด้วยหิน ซึ่งฐานพระติดเป็นเนื้อเดียวกับภูเขาวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร

4.  พระพุทธรูปปางนาคปรกองค์ใหญ่  ประดิษฐานบนยอดเขาวัดวชิราลงกรณวราราม  ด้านทิศตะวันออกของพระมณฑป หน้าตักขนาด.............ซม.  สูง...........เมตร

 

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

 

          การเผยแผ่  เป็นวิชาชีพของพระสงฆ์ เป็นวิธีการขยายผลแห่งหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้  ให้อำนวยประโยชน์แก่ชาวโลกได้กว้างขวางขึ้น และดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้มั่นคง ถ้าพระสงฆ์ไม่ช่วยเผยแผ่ย่อมทำให้พระธรรมวินัยเสื่อมสูญ นั่นหมายถึงพระพุทธศาสนาสูญสิ้นไป หรือเผยแผ่ผิดๆ ย่อมทำให้พระพุทธศาสนาถูกทำวิปริตเข้าใจผิด หรือบางทีเอาศาสนาความเชื่อ ลัทธิอื่นๆมาเผยแผ่แทน  ก่อให้เกิดความงมงาย  ส่งผลร้ายแก่ชาวโลกเพิ่มเข้าไปอีก  พระพุทธองค์จึงทรงตรัสกำชับให้ระมัดระวังว่า  การที่ภิกษุไม่เรียน ไม่ท่องจำ ไม่ปฏิบัติ ไม่สอนธรรมโดยเคารพ  เป็นการทำความเลอะเลือน เสื่อมสูญสลายแห่งพระสัทธรรม จึงจำเป็นต้องระมัดระวัง  และช่วยกันศึกษาเล่าเรียน ท่องจำ ทบทวนปฏิบัติ ฝึกหัด ทดลอง  และเอามาสั่งสอนเผยแผ่โดยเคารพ

          อันที่จริงแล้ว การเผยแผ่ธรรมก็คือการให้การศึกษาหรือการช่วยให้บุคคลมีทัศนคติถูกต้อง และมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงเป็นสัมมาทิฏฐิ  หน้าที่หลักของคณะสงฆ์ คือการศึกษาให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง  ในหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา และศาสตร์ต่างๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จากนั้นก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนตามที่ได้เล่าเรียนมา  ไม่ใช่เรียนเพียงมุ่งหวังจะได้ประโยชน์ทางศาสนา  เป็นจำพวกใบลานเปล่า  ฉะนั้น จะต้องดำเนินตามหลักธรรมที่ได้เล่าเรียนมา  และควรจะสั่งสอนอบรมธรรมแนะนำคนอื่นให้รู้ตาม  เป็นการถ่ายทอดให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้  ได้เห็น ได้เข้าใจ  ตามความเป็นจริง

          จึงกล่าวได้ว่า  การเผยแผ่ธรรมเป็นงานที่มีเกียรติ  เพราะเป็นการยกระดับจิตของคนเราให้สูงขึ้น  และชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติให้อยู่อย่างมีความสุขในยุคปัจจุบัน

           ปี 2510  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงถวายผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดวชิราลงกรณวราราม และพระองค์ได้มีพระราชดำรัสปรารภ กับพระเดชพระคุณพระเทพสุทธาจารย์ว่า  เมื่อวัดเจริญก็ควรให้โรงเรียนเจริญด้วย ขออาราธนาพระคุณเจ้า ช่วยหาพระที่มีความรู้ความสามารถ มาช่วยอบรมศีลธรรมขั้นพื้นฐาน  ของพระพุทธศาสนาและประเพณีอันดีงามของไทย แก่ประชาชนและเยาวชนของชาติ  เพื่อเสริมพลังสามัคคีธรรมในการพัฒนาประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต 

          เมื่อพระคุณท่านได้ฟังกระแสพระราชดำรัสเช่นนั้นแล้ว ต่อมา จึงมีหนังสือขอ  พระมหาเพิ่ม กิตฺติวฑฺฒโน ต่อสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร  กรุงเทพฯ และอีกหลายรูป เพื่อช่วยกันวางแผนดำเนินการตามแนวพระราชดำรินั้น และในปีต่อมาได้มีการประกอบพิธีเปิดศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้น  เพื่ออบรมหลักแห่งศีลธรรมแก่เยาวชน ณ วัดวชิราลงกรณวราราม เมื่อวันที่ 12  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2511  ตรงกับวันวิสาขบูชา เป็นต้นมา  จนกระทั่งทุกวันนี้

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

 

          ประชาชนชาวไทย ร้อยละ 95  นับถือพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมไทยในด้านคติธรรม เนติธรรม และ สหธรรม ล้วนมีหลักพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น  พระมหากษัตริย์ซึ่งคนไทยเคารพเทอดทูน  และยึดถือเป็นมิ่งขวัญและเป็นหลักชัยของชาติ  ทรงเป็นพระพุทธมามกะ  และองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก  พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาประจำชาติ และมีพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการรักษาและพัฒนาความมั่นคงของชาติด้านสังคม ที่จะพัฒนาคุณภาพของประชาชนให้สามารถพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า  มีความสุขและสนับสนุนการพัฒนาประเทศส่วนรวมพร้อมๆ  กับการธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท  และในเมืองให้เกิดความมั่นคง  ตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน  ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม  และเป็นปัจจัยส่งเสริมให้มีความมั่นคงแก่ประเทศชาติในด้านอื่นๆ ด้วย

          จึงจำเป็นต้องพัฒนาปรับปรุง ให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร  พร้อมกับให้ความรู้ประชาชนไปด้วย  คือ

1.      ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณร  ได้ศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการศึกษาวิทยาการที่จำเป็นทางโลกอันจะบังเกิดผลดีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

2.     ส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา

3.     ให้พระภิกษุสามเณรเป็นผู้พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

4.      กระจายการศึกษาของคณะสงฆ์ ไปยังส่วนภูมิภาค อันเป็นการบรรเทาความแออัดในส่วนกลาง

5.      ส่งเสริมให้วัดต่างๆ  จัดการสอนธรรมศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน

การบริหารและการปกครอง

 

          การบริหารวัดอาศัยระเบียบที่ดีเป็นบรรทัดฐาน  ระเบียบที่ดีนั้นก็คือบทบัญญัติ แสดงวิธีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย เป็นหลักบริหารวัด  และหมู่คณะ  ให้ตั้งอยู่ในความสงบเป็นระเบียบเรียบร้อย  วัดที่ดีก็คือวัดที่มีระเบียบที่ดี  เมื่อวัดตั้งอยู่ในระเบียบที่ดีแล้วย่อมเป็นที่เลื่อมใสในผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพิ่มความเลื่อมใสแก่ผู้เลื่อมใสแล้ว ผู้ปกครองวัดและผู้อยู่ในปกครองเมื่อตั้งอยู่ในระเบียบทีดี  ชื่อว่าได้ร่วมกันทำความเจริญให้แก่วัด  หมู่คณะ และพระศาสนา  ตรงข้ามได้ชื่อว่าได้ทำความเสื่อมแก่วัด  หมู่คณะ และพระศาสนา

          การบริหารหมู่คณะ และพระศาสนา  ก็รวมอยู่ในการบริหารวัด เพราะการบริหารวัดเป็นหน่วยรวมที่ส่องความเจริญ  หรือความเสื่อมแห่งผู้ปกครอง  ผู้อยู่ในปกครองหมู่คณะ และพระศาสนา  ในการบริหารวัด  หมู่คณะ และพระศาสนา  ให้เป็นไปโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยนั้น  ได้จัดระเบียบบริหารตน  บริหารหมู่คณะ  และพระศาสนา แสดงวิธีปฏิบัติเนื่องด้วยลัทธิประเพณีก็มี  เป็นคำสอนก็มี เป็นปัคคหวิธีก็มี  นิคคหวิธีก็มี  และได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีสืบต่อมา

          การปกครองวัด  คือ  หลักการดูแลวัด  หลักการรักษาวัด  หลักการรักษาวัดของเจ้าอาวาส  หรือของสมภาร เมื่อโดยนิตินัยตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ..2535 ได้บัญญัติแยกหลักการไว้เป็น  2  ประเภท คือ

1.     หน้าที่ของเจ้าอาวาส  และ

2.     อำนาจของเจ้าอาวาส

 

หน้าที่ของเจ้าอาวาส

          หน้าที่ของเจ้าอาวาส  ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ..2505  แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) ..2535  มาตรา 37  กล่าวว่าเจ้าอาวาสมีหน้าที่ดังนี้

1.     บำรุงรักษาวัดจัดกิจการ  และศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี

2.  ปกครอง  และสอดส่องให้บรรพชิต  และคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือ คำสั่ง ของมหาเถรสมาคม

3.     เป็นธุระในการศึกษาอบรม  และสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิต  และคฤหัสถ์

4.                 ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล  ตามบทบัญญัติ มาตรา 37  แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ..2505 แก้ไขเพิ่มเติม  โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ 2) ..2535 นี้ ได้จำแนกหลักการบริหาร  และจัดการวัดอันเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่จะต้องประพฤติ  จะต้องปฏิบัติ จะต้องจัด จะต้องทำ  เป็นภารกิจประจำตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส แยกออกได้เป็น  6  ประการ คือ

1.      การบำรุงรักษาวัดให้เป็นไปด้วยดี

2.      การจัดกิจการของวัดให้เป็นไปด้วยดี

3.      การจัดศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี

4.      การปกครองและสอดส่องให้บรรพชิต  และคฤหัสถ์ในวัดประพฤติดี

5.      การเป็นธุระในการศึกษาอบรม  และสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิต  และคฤหัสถ์

6.      การให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศลของประชาชน

 

อำนาจของเจ้าอาวาส

                   อำนาจของเจ้าอาวาส  ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ..2505 แก้ไขเพิ่มเติม  โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) ..2535มาตรา 38 ได้บัญญัติไว้ว่า  เจ้าอาวาสมีอำนาจ  ดังนี้

1.      ห้ามบรรพชิต และคฤหัสถ์ ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด

2.      สั่งให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสให้ออกไปเสียจากวัด

3.  สั่งให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัด ให้ทำทัณฑ์บน หรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิต หรือคฤหัสถ์  ประพฤติผิดคำสั่งของเจ้าอาวาส ซึ่งสั่งโดยชอบด้วยพระวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง  ของมหาเถรสมาคม

 

          ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นี้  จำแนกอำนาจของเจ้าอาวาสออกได้  ดังนี้

          1.  ห้ามมิให้บรรพชิต และคฤหัสถ์  ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัดนั้น

    2.  สั่งให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสให้ออกไปเสียจากวัดนั้น

3.  สั่งบรรพชิต และคฤหัสถ์ ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัด ให้ทำงานภายในวัดนั้น

4.  สั่งบรรพชิต และคฤหัสถ์ ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัด ให้ทำทัณฑ์บน

          5.  สั่งบรรพชิต และคฤหัสถ์ ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัด ให้ขอขมาโทษ      

          ในเมื่อบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ ประพฤติผิดคำสั่งของเจ้าอาวาสซึ่งสั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย  กฎมหาเถรสมาคมข้อบังคับมหาเถรสมาคม ระเบียบมหาเถรสมาคม คำสั่งมหาเถรสมาคม

                    ยุคใดสมัยใดทางการคณะสงฆ์ คือ พระภิกษุสงฆ์  ผู้มีหน้าที่บริหารคณะสงฆ์ (สมัยปัจจุบันนี้คือ คณะสังฆาธิการทุกระดับชั้น โดยเฉพาะคือเจ้าอาวาส)  มีการตื่นตัว  มีการเคลื่อนไหว  กล่าวคือ เป็นผู้ไม่อยู่เปล่า  ไม่กินเปล่า บำเพ็ญตนเป็น  อัตถจารีบุคคล  คือเป็นบุคคลทำประโยชน์ บำเพ็ญอัตตสมบัติ  และปรหิตปฏิบัติอยู่เสมอ ยุคนั้นสมัยนั้น พระพุทธศาสนาย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญรุ่งเรือง

                   ยุคใดสมัยใด  ทางการคณะสงฆ์ คือพระภิกษุสงฆ์  ผู้มีหน้าที่บริหารคณะสงฆ์  หรือผู้มีหน้าที่บริหารพระศาสนาไม่มีการตื่นตัว  ไม่มีการเคลื่อนไหว  บำเพ็ญตนเป็นทิฏฐธัมมสุขวิหารี  (คือแสวงหาความสุข ทำความสุขในปัจจุบันไปวันหนึ่งๆ เป็นคนอยู่เปล่า กินเปล่า ปล่อยให้ชีวิตความเป็นอยู่เป็น โมฆชีวิต ยุคนั้นสมัยนั้น พระพุทธศาสนาย่อมจะหยุดอยู่ และหยุดอยู่เพื่อความเสื่อม เพื่อถูกทำลายไปในที่สุด

 

ลำดับเจ้าอาวาสจากอดีต  -  ปัจจุบัน

 

          รูป ที่ 1   พระเทพสุทธาจารย์  (โชติ  คุณสมฺปนฺโน)  .. 5       .. 2506 - 2517  

รูป ที่ 2   พระครูกิตติวัฒนคุณ  (เพิ่ม  กิตฺติวฑฺฒโน)  .. 4      .. 2517 - 2529

รูป ที่ 3   พระครูเขมคุณโสภณ  (จันทร์  เขมสิริ)                    .. 2529 - 2534

รูป ที่ 4   พระราชวรญาณ  (วิจิตร  จิตฺตทนฺโต)  .. 5            .. 2534 - 2536  รก.

รูป ที่ 5   พระครูสุทธศีลสังวร  (ประสิทธิ์  ฐานิสฺสโร)  .ธ.1-2    .. 2536 - 2538

รูป ที่ 6   พระครูโสภณวชิรคุณ  (สวาสดิ์  กมโล)  .. 3          .. 2538 - ปัจจุบัน

 

หมายเหตุ   รูป ที่ 2    พระครูกิตติวัฒนคุณ  ปัจจุบันเป็น  พระมงคลวัฒนคุณ

          รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา(ธรรมยุต)  และ เจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน

      รูป ที่ 4    พระราชวรญาณ  รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวราราม

ปัจจุบันเป็น  พระเทพรัตนดิลก  เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) และ เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย

                    

 

 

 

พระเทพสุทธาจารย์

ปฐมเจ้าอาวาส

 

พระครูโสภณวชิรคุณ

เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันมาฆบูชา
วันวิสาขบูชา
วันอัฏฐมีบูชา
วันอาสาฬหบูชา
วันเข้าพรรษา
วันออกพรรษา
วันโกน วันพระ

ลานบุญ ลานปัญญา

กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา

หน่วยเผยแพร่ศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา

เกมคุณธรรม ภาค ๑ - ๓

 กระทรวงวัฒนธรรม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้81
mod_vvisit_counterเมื่อวาน148
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้229
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว658
mod_vvisit_counterเดือนนี้1926
mod_vvisit_counterเดื่อนที่แล้ว2505
mod_vvisit_counterทั้งหมด56837